นักศึกษาแพทย์ กับจิตเวช

นักศึกษาแพทย์ กับจิตเวช

ชเนษฎ์ ศรีสุโข ปี5 ณ ราชวิถี [GinFreeces@hotmail.com]

ผมได้ผ่านแผนกจิตเวชศาสตร์ในระดับชั้นปี5 เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้รับความรู้ทางวิชาการ และมุมมองทางสังคมหลายประการ ผ่านการถ่ายทอดของคณาจารย์จิตแพทย์ นักจิตวิทยา และที่สำคัญ คือเรียนรู้จากอาจารย์ผู้ป่วย(หมายถึง คนไข้จริงๆ)ที่มาหาพวกเราที่โรงพยาบาลราชวิถีนั่นเอง

นอกจากศึกษาในโรงพยาบาลราชวิถีแล้ว ยังได้ไปศึกษาดูงานยังสถาบันต่างๆ ทั้งสถาบันราชานุกูล(บริการผู้บกพร่องทางสติปัญญา www.rajanukul.com) สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ (www.icamtalk.com) และสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ (www.galyainstitute.com) ล้วนสังกัด กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

แรกเริ่มเดิมทีผมไม่ได้อยากเรียนแพทย์เท่าไรนัก มีความฝันหลายประการอยากเป็นนักคณิตศาสตร์, นักวิทยาศาสตร์, วิศวกรคอมพิวเตอร์, ศิลปินฯลฯ เสียมากกว่า การเรียนแพทย์เกิดขึ้นเนื่องจากคำแนะนำของ พญ.ชัญวลี จนถึงปัจจุบัน ถือว่าตัดสินใจไม่ผิด และเป็นดั่งคำท่านว่า การเรียนแพทย์ได้ประโยชน์หลายประการ นอกเหนือจากได้คอยรักษาตนเอง และคนใกล้ชิดแล้ว (โดยเฉพาะตัวผมเองที่ป่วยบ่อย) การเรียนแพทย์ยังทำให้ได้พบปะผู้คนหลากหลาย เห็นสภาพความเป็นจริงของชีวิตปุถุชน ธรรมชาติที่ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป คนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น

ในการเรียนจิตเวชก็เช่นกัน ได้พบเห็นความจริงและความเชื่อของสังคมมากมาย คนไทยหลายคนเข้าใจผิดว่า ผู้ป่วยที่มาพบจิตแพทย์ ย่อมเป็นบ้า เป็นคนไม่น่าคบ เป็นโรคประสาท สะท้อนผ่านการ์ตูนแก๊กของไทย เช่น ขายหัวเราะมหาสนุก ชอบเขียนล้อเลียนอยู่เสมอ ว่าคนบ้าคือคนแต่งตัวมอมแมม น้ำลายฟูมปาก ร้อง ”ก๋าๆ”(ผมไม่เคยพบแต่อย่างใด) ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเท่าไรนัก จริงๆจิตเวชนั้นให้บริการครอบคลุม ตั้งแต่ปัญหาสุขภาพจิตเด็ก เด็กปัญญาบกพร่อง เด็กมีปัญหาการเรียนรู้ เด็กสมาธิสั้น ฯลฯ ไปจนถึงผู้ใหญ่ ที่มีปัญหาโรคจิต โรคประสาท หรือแค่ “เครียด” เฉยๆ ก็มาหาจิตแพทย์ได้

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนา จิตแพทย์หลายคนรายได้ดี(ดีกว่าจิตแพทย์ไทยมาก)เพราะประชากรของเขาเข้าใจถึงความสำคัญถึงการดูแลรักษาจิตใจตนเอง โดยไม่ต้องกลัวใครหาว่าบ้า มีปัญหาเครียดนิดหน่อย นอนไม่หลับ หรือแม้กระทั่งปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว สามี-ภรรยาทะเลาะกัน พ่อไม่เข้าใจลูก ก็ล้วนมาปรึกษาจิตแพทย์ได้แทบทั้งสิ้น ในประเทศไทยควรใช้เวลาในการทำความเข้าใจในเรื่องนี้ อย่างน้อยหวังว่าผู้ที่ได้อ่านบทความนี้จะช่วยกันสร้างความเข้าใจกับคนใกล้ตัวได้นะครับ

มาถามกันว่าแล้วคนไทยเรา ส่วนมากเวลามีปัญหาที่กล่าวไป โรคจิต โรคประสาท เป็นบ้า ทะเลาะกับคนในครอบครัว ฯลฯ มักไปที่ไหนกัน คนไทยมักเข้าวัดตักบาตรทำบุญครับ พึ่งพระอาจารย์ หลวงพ่อ หลวงพี่ ผู้ป่วยบางท่านอาการหนัก ญาติก็อาจนำไปไว้ที่วัด เรื่องนี้ทางจิตแพทย์เข้าใจความเป็นไทย จึงได้มีการจัดอบรมพระสงฆ์ถวายความรู้ทางวิชาการให้เข้าใจหลักการทางจิตเวชด้วยนะครับ เพื่อที่จะได้ดูได้ว่าประชาชนผู้ป่วยที่มาเข้าวัดนั้น ส่วนไหนเป็นมากอาการหนัก ต้องส่งไปยังโรงพยาบาล ส่วนไหนเป็นน้อย ช่วยดูแลกันได้ก็ดูแลไป อย่างนี้เป็นการป้องกันที่ดีครับทั้งแบบปฐมภูมิและทุติยภูมิ คือป้องกันก่อนเกิดโรค(Primary prevention) และเมื่อพบโรค สามารถส่งไปรักษาได้ทันท่วงที(Secondary prevention)

ในความจริงทางด้านจิตเวชนั้น พบว่า ส่วนหนึ่งความเครียดของผู้คนที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากการรับรู้สิ่งเร้า สิ่งกระตุ้นจากภายนอก แล้วเก็บมาคิดมาก เก็บมายึดถือมากเกินไป เมื่อมีกระบวนการคิดที่ไม่สามารถหาทางออกให้จิตใจได้ หลายคนจึงเครียด และก่อให้เกิดโรค เกิดความเสียหายต่อกิจวัตรประจำวันและชีวิตของตน

ยกตัวอย่างให้ชัด ทุกวันนี้ มีผู้ป่วยจำนวนมาก ที่มาโรงพยาบาล เพราะเครียด นอนไม่หลับ ถามว่าทำไม เขาบอกว่า เพราะเครียดเรื่องการเมือง โดยมักจะยกเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น หรือเหตุการณ์ที่ทำให้เขาหวาดวิตก ผมได้เห็นผู้ป่วยจากดินแดง และนางเลิ้ง รวมถึงที่อื่นๆ ที่มาเนื่องจากผลกระทบทางด้านจิตใจในช่วงเหตุการณ์ทางการเมือง สงกรานต์ ปีที่ผ่านมา ถ้าท่านผู้อ่านได้ติดตามข่าวสารแล้วลองจินตนาการภาพรถแก็สขนาดห้าตันมาจอดหน้าที่พักตนเอง พร้อมเกิดจลาจล มีเจ้าหน้าที่ทหารติดอาวุธจำนวนมาก และฝูงชนที่เข้าทำร้ายทหาร ปาระเบิด ขับรถพุ่งชน ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับท่านเองแล้วยังไม่เครียดก็คงแปลกนัก ยังไม่นับเหตุการณ์ที่ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก เกี่ยวกับการบุกทำลายสถานที่สำคัญ ทุบรถบุคคลสำคัญ ปิดถนนทั่วกรุง เผารถเมล์ ก่อความไม่สงบ ฯลฯ อีก ล้วนทำให้มีจำนวนผู้ป่วยมาหาจิตแพทย์มากขึ้น บางคนบอกว่าต้องติดตามข่าวสารจนถึงดึกดื่นทุกคืน จนไม่ได้นอน

ทั้งหลายนี้ อาจารย์จิตแพทย์ท่านจึงมักให้คำแนะนำผู้ป่วยว่า “เราทำหน้าที่ของตนเองให้ดี อะไรที่เป็นของเสียของผู้อื่น เขาจะได้กรรมของเขาเอง เราอย่าไปรับของเสียเขามา และถ้าอนาคตหากเจอใครจะมาก่อจลาจล ก็รีบรวมคนไล่เขาไป ก่อนที่เขาจะมาปิดถนน ก่อความวุ่นวายได้” อาจารย์จิตแพทย์พูดด้วยความยิ้มแย้มและสร้างความสบายใจแก่ผู้ป่วยมากขึ้น ผมก็ยิ้มแย้มด้วย อาจารย์ยังมักพูดอยู่เสมอกับผู้ป่วย ถึงเรื่องว่าเรามีหน้าที่อะไร ควรทำหน้าที่ของตนให้ดี ดูแลตนเอง ดูแลจิตใจให้ดี จะได้ไม่เครียด เรื่องนี้ตรงกับพระราชดำรัสที่ว่า หากคนไทยทุกคนทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ประเทศชาติย่อมสงบสุข

การรักษาทางจิตเวชนั้น มีทั้งที่แพทย์รักษา เช่น การให้ยา การช็อตไฟฟ้า ฯลฯ ที่สำคัญกว่า คือผู้ป่วยรักษาตนเอง โดยดูแลจิตใจตนเองให้ดีนั่นเอง ถ้าเป็นโรคที่เกิดจากความเครียดนั้น การดูแลรักษาตนเอง ก็ได้แก่การฝึกจิตใจ ทำสมาธิ การรับรู้สภาวะจิตของตนเอง(ภาษาธรรมทุกวันนี้เรียกว่าการ ”ดูจิต”)

การพึ่งพิงศาสนา หรือการผ่อนคลายความเครียดด้วยตนเอง การออกกำลังกายผ่อนคลายความเครียดโดยเฉพาะ ถ้าใครมีโอกาสได้ศึกษาการออกกำลังกาย ทั้งของท่านแม่ชีศันสนีย์ แห่งเสถียรธรรมสถาน หรือ พวกจี้กง ฉือจี้ โยคะ การออกกำลังกายช้าๆ ที่มีการเกร็งเป็นจังหวะและผ่อนคลาย การบริหารร่างกายล้วนทำให้เราอยู่กับตัวตนของเรามากขึ้น และลดความเครียดลงได้ การบริหารนี้มีหลายอย่างมาก การบริหารการหายใจ ฝึกการหายใจที่ดีเวลาเครียดก็มี ทำง่ายๆโดยการเอามือวางไว้บนท้อง เวลาหายใจเข้าแล้วท้องป่อง (ไม่ไปเน้นที่อกป่องนะครับ) เวลาหายใจออกแล้วท้องแฟ่บ อย่างนี้ก็เป็นตัวอย่างการบริหารร่างกายที่ช่วยเรื่องความเครียดได้ดี ผู้ใดเครียดก็ลองดูนะครับ

ในการเรียนจิตเวชศาสตร์ สิ่งที่ผมสังเกตมาโดยตลอด คือ คณาจารย์มีสุขภาพจิตที่ดี และรู้จักการรักษาจิตใจของตนเอง เมื่อตนเองมีสุขภาพจิตใจดีแล้ว ผู้คนที่ได้มาเข้าใกล้(โดยเฉพาะผู้ป่วย) ย่อมรู้สึกสบายใจ มีความผ่อนคลายเมื่อได้พูดคุยสนทนากัน เหมือนเวลาเราอยู่ในสังคม เรามักชอบเข้าใกล้เพื่อนที่เฮฮาสังสรรค์ หรือผู้ที่มีการบริหารจัดการอารมณ์ได้ดี มากกว่าที่จะไปอยู่กับเพื่อนที่หน้านิ่วคิ้วขมวด อยู่ด้วยที่ไรก็เครียดทุกที

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงจิตแพทย์เท่านั้นจึงจะทำได้ แต่ทุกคนสามารถทำได้ครับ มาเริ่มกันพัฒนาสุขภาพจิตให้แจ่มใส และแข็งแรง ไม่เกิดโรคภัยกันเถอะครับ•

2 responses to “นักศึกษาแพทย์ กับจิตเวช

  1. อื่ม ขอบคุณมาก เขียนได้ดีอีกแล้ว:)

  2. "การเรียนแพทย์ยังทำให้ได้พบปะผู้คนหลากหลาย เห็นสภาพความเป็นจริงของชีวิตปุถุชน ธรรมชาติที่ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป คนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น" ลืมบอกไปว่าเห็นด้วยกับประโยค ข้างต้นมากๆ ถ้าเราเรียนสายอื่น คงไม่เข้าใจที่กล้าเขียน ขนาดนี้ ^^

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s