วันที่ผมป่วย(อีกครั้ง)

วันที่ผมป่วย(อีกครั้ง)

ชเนษฎ์ ศรีสุโข [ginfreeces@hotmail.com] นักศึกษาแพทย์ ปี5 ม.รังสิตโรงพยาบาลราชวิถี

                ไม่นานมานี้ ผมป่วย นอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล สถานที่แห่งเดียวกันกับที่เรียนหนังสืออยู่

                ป่วยครั้งนี้ เป็นเกี่ยวกับเรื่อง “หู”

                ไม่ใช่ว่าเป็นคนหูเบา แต่อย่างไร

                ครั้งนี้เป็นโรค “หูดับ”

                เริ่มต้นด้วยเช้าวันหนึ่ง ตื่นมา มีอาการหูอื้อขึ้นทันใด อื้อข้างขวาข้างเดียว พยายามกลืนน้ำลายเอื้อก ปิดปากปิดจมูกเป่าลม กดหู ทำกันทั้งวันแล้วก็ไม่หาย ทรมานมาก จึงไปห้องฉุกเฉิน และต่อมา ไปหา หมอเฉพาะทาง หู คอ จมูก ได้รับตรวจร่างกาย เข้าเครื่องวัดการได้ยินเสียง(ออดิโอแกรม) พบว่าเป็นโรคประสาทหูเสื่อมกะทันหัน (ภาษาอังกฤษ เขาว่า sudden sensorineural hearing loss(SSNHL)) อาจารย์หมอให้ยาแล้วกลับบ้าน

                ไม่ดีขึ้นอีก! ครับท่านผู้ชม ต้องกลับไปพบอาจารย์หมอ ได้รับการเพิ่มขนาดยาเป็นอย่างมาก เป็นเช่นนี้สามถึงสี่รอบ ต่อมาจากยากิน กลายเป็นยาฉีด ต้องให้ยาทางกระแสเลือดทุกแปดชั่วโมง รวมถึงนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่หลายวัน ทั้งปวดหู ทั้งหูอื้อ เสียการเรียนมากครับ แต่สุขภาพต้องมาก่อน

                ผู้อื่นที่รู้ว่าป่วยนอนอยู่โรงพยาบาล ก็หวังดี มาเยี่ยมกัน ซาบซึ้ง ขอกราบขอบคุณ แต่ปัญหาคือหลายคนที่มา มักจะคุยกันเสียงดังเป็นเวลาหลายชั่วโมง หูก็เลยหายช้า ประทับใจผู้มาเยี่ยม แต่หูก็อื้อต่อไป

            เวลาป่วยนี้ ไม่มีใครรู้ดีเท่าคนที่ป่วยเองนะครับ คนทั่วไปเห็นผมปกติดี หลายคนไม่เข้าใจ หลายคนหาว่าแกล้ง

จริงๆแล้วหูดับเป็นเรื่องทรมานร่างกาย และจิตใจมาก การที่คุณหูอื้อ ปวดหู หูดับไปข้างหนึ่งนั้น ทำให้รำคาญ และทุกข์ใจมาก จนจะเป็นบ้าไปได้ ยังดีที่มีครอบครัว-มิตรแท้คอยให้กำลังใจ

                ต่อ เนื่องจากหายช้า คุณหมอให้ไปทำ MRI คือสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อดูว่ามีก้อนเนื้องอกที่เส้นประสาทหูหรือไม่ ปรากฏว่าโชคดี ไม่มีอะไรผิดปกติครับ

                ตอนนี้ อาการหูอื้อดีขึ้นเยอะแล้วล่ะครับ แต่สิวขึ้นมากและตัวบวมแทนจากผลข้างเคียงจากยา และยังทานยาอยู่เป็นระยะ

สรุปว่าครั้งนี้เป็นโรคหูอื้อไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic) แต่สันนิษฐานว่าเกิดจาก ไวรัส และการใช้โทรศัพท์มือถือโทรข้างเดียวเยอะไป ดังนั้นท่านผู้อ่านผู้ใช้โทรศัพท์เยอะควรระมัดระวังด้วยนะครับ และผลัดเปลี่ยนหูที่ใช้คุยโทรศัพท์บ้าง จะเป็นดี

 

นั่งย้อนความหลัง เกี่ยวกับเรื่องเจ็บๆป่วยๆ แล้ว ทำให้นึกถึงการมาเรียนหมอ

เรียนหมอเพราะแม่…

                มีหลายเหตุผลที่แม่อยากให้เรียนหมอ ไม่ว่าจะเป็นการได้ช่วยเหลือผู้คนทุกข์ยาก การมีฐานะที่มั่นคง ฐานะทางสังคม มีเกียรติ ในการเป็นที่พึ่งของคนไข้

และที่แม่อยากให้ผมเรียนหมอ เหตุผลสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า ผมเป็นคนไม่ค่อยแข็งแรง ป่วยหลายโรค หากเป็นหมอก็จะสามารถดูแลรักษาตัวเองได้ดีขึ้น มีความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ

เทียบกันในหมู่ลูกสามคนแล้ว ผมเป็นลูกคนโต และเป็นลูกที่มีปัญหาสุขภาพมากที่สุด

สงสัยคงต้องไล่เลียงไปตั้งแต่ผมเกิดมา

ผมเกิดมาด้วย น้ำหนักตัวเพียงแค่ 2,030 กรัม (คนทั่วไปสามกิโลกว่า ลูกดาราทั้งหลายตัวใหญ่สี่กิโลกันหมด) ผมเป็นเด็กที่มีภาวะ การเจริญเติบโตในครรภ์ช้ากว่าคนปกติ (intrauterine growth retardation(IUGR)) เกิดมาตัวขนาดเท่าแมลงสาปได้ คุณย่าบอกไว้ เห็นตาโตหัวโตอย่างเดียว

แม้ว่าเกิดมาเป็นโรคร่างกายเล็กกว่าเด็กทั่วไป แต่โชคดีที่โรคนี้ไม่ทำให้สมองหด ลงไปด้วย นั่นคือไม่ลดระดับสติปัญญา เลยไม่ค่อยถูกใครด่าว่าโง่เท่าไรนัก ก็ดี

โตมาได้สักพัก เริ่มเป็นเด็กทารกภูมิแพ้ (Allergy) แพ้อากาศ แพ้ฝุ่น แพ้วิปที่ไว้ทาอกเด็กเวลาหายใจไม่สะดวก คุณพ่อคุณแม่ต้องแบกผมวิ่งโร่หาคุณหมอเด็ก ผู้เชี่ยวชาญ แพ้ไปทั่ว โตมาแพ้นมวัวอีก เพื่อนหาว่า ขี้แพ้

ตอนอยู่อนุบาลเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)

เคยเป็นโรคลำไส้เล็กส่วนปลายเน่า (Meckel’s diverticulum) ถ้าไม่ผ่าตัดก็ตาย โชคดีเป็นลูกหมอเลยวินิจฉัยได้ทันท่วงที

เป็นโรคทางพันธุกรรม G6PD คือเม็ดเลือดแดงขาดเอนไซม์บางชนิด เลยเม็ดเลือดแดงเปราะกว่าคนปกติ เหตุนี้ เคยแพ้ยารุนแรงจนเม็ดเลือดแดงแตกทั่วตัว เกือบอีกแล้ว

และเป็นคนป่วยบ่อย เป็นหวัด ท้องเสีย ฯลฯ ปีหนึ่งๆก็หลายครั้ง

ยังไม่นับอุบัติเหตุอีกมากมาย วีรกรรมที่ก่อไว้ตอนมอปลาย คือวิ่งเล่นกับเพื่อนแล้วชนกระจก ทะลุกระจก เลือดอาบทั้งตัว, เหตุการณ์วิ่งหนีเพื่อนตกอัฒจรรย์ตอนมอต้น ขาหัก เหตุการณ์บ้าๆบอๆอีกมากที่เกิดจากความไม่ระมัดระวังฯลฯ

โถ ทำไปได้…

จากวิบากกรรมที่เล่ามา เคยมีเพื่อนผู้หญิงบอกว่า “เราคงไปด้วยกันไม่ได้หรอก เพราะว่าเธอไม่แข็งแรง อ่อนแอเกินไป ลูกเกิดมาจะอ่อนแอไปด้วย” เศร้า ไม่รู้เธอพูดจริงหรือพูดเล่น แต่ผมก็ไม่ได้สนเธอคนนี้มากนักหรอกนะ เธอ

ตอนนี้เรียนหมออยู่ มีเพื่อนบอกว่า หมอ เป็นอาชีพที่จะลาป่วย ก็ลาไม่ได้ จะลากิจก็ลาไม่ได้ โดยเฉพาะตอนเรียนอยู่ หากจะลาได้อย่างเดียวก็คือ ลามรณะ นับเป็นความโชคร้ายของนายชเนษฎ์เสียจริง

                บุพการีบอกไว้ว่า ต่อให้มีความฝันยิ่งใหญ่ อยากทำประโยชน์ให้ผู้อื่น แต่ถ้าไม่แข็งแรงก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

จากบทเรียนแห่งความเป็นจริงนี้ เอาเรื่องจริงมาเล่าเล่นๆให้ฟัง

เลยฝากให้ท่านผู้อ่านหมั่นรักษาสุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐครับ”

4 responses to “วันที่ผมป่วย(อีกครั้ง)

  1. อ่าประวัติโชกโชนมาก…..ขอให้ร่างกายแข็งแรงตลอดไปนะพี่ของรัตน์ก็ประสบปัญหาหูอื้อ..แต่ปรากฏว่าเป็น otitis externa กะแก้วหูอักเสบ….ตอนนี้ก็นั่งจี๊ดกะหูเหมือนกันเข้าใจเลยพี่ เวลาหูอื้อมันทรมานน…อโรคยา ปรมาลาภา นะค้า

  2. หายเร็วๆ นะมึง

  3. สู้ๆนะกล้า อยากให้หายไวๆอ่ะ

  4. วัดดีเพื่อนกล้า อยากแวะมาทักทาย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s